- Quickly update your status - Instantly access your profile & photo comments - Connect with your friends
tirayoot hasn't played any games recently.
ว่าด้วยเรื่องเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ : 175 ปีชาตกาลเจ้าพิริยะเทพวงศ์ คนเมืองแป้จะทำอะไร? กัน (ดี) หนึ่ง บรรดาเมืองในหัวเมืองล้านนาเมืองแพร่เป็นเมืองที่ไม่มีนามสกุล ณ แพร่ ซึ่งสาเหตุนั้นก็เป็นที่ถกเถียงของเหล่าบรรดานักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดแพร่อย่างมากมาย แต่ประเด็นที่ได้ยินเสมอก็คือ เป็นเพราะเมืองแพร่เกิดเหตุการณ์กบฏของพวกเงี้ยวเมืองแพร่ หรือบางทีเรียกกบฏแพร่บ้างแล้วแต่คน โดยมีการมองภาพจากคนภายนอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพราะพวกเงี้ยวเป็นผู้กระทำการเพียงกลุ่มเดียวหรือไม่ นักวิชาการบางกลุ่มตั้งประเด็นว่าเจ้าเมืองแพร่และเจ้านายในเมืองแพร่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่? หรือนักวิชาการบางกลุ่มอธิบายว่าเป็นแผนการณ์ปราบพวกเงี้ยวของรัชกาลที่ 5 โดยมีการวางแผนไว้กับเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ไว้ก่อนแล้ว โดยเจ้าพิริยเทพวงศ์เป็นผู้เสียสละเพื่อให้แผนการณ์ปราบพวกเงี้ยวดังกล่าวสำเร็จลุล่วง ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามในใจชาวแพร่และนักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งประเทศว่าท้ายที่สุดข้อเท็จจริงดังกล่าวคืออะไรกันแน่ แต่ประเด็นดังกล่าวผมมีข้อเสนอว่าเหตุการณ์จราจลที่แพร่เมือ่ 2445 นั้นถือเป็นกระบวนการต่อต้าน(ตอบโต้)อำนาจของรัฐสยามของเหล่าบรรดาผู้สูญเสียผลประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ไม่ว่าจะเป็น เจ้านายในล้านนา หรือเจ้านายเมืองแพร่ กระทั่งพวกพ่อค้าเงี้ยวก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นหลายแห่งในประเทศ อาทิ กบฎพญาผาบ กบฏผีบุญ กบฏแขกที่ปัตตานี แม้กระทั่งกบฏเงี้ยวเชียงของก็ตาม อย่างไรก็ตามเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้ทำให้เมืองแพร่ไม่มีนามสกุล ณ แพร่ หรือเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ไม่ขอพระราชทาน ? อย่างไรก็ตามข่าวล่าสุดว่ามีคณะบุคคลนำโดยพระสงฆ์ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่เจ้าพิริยะเทพวงศ์ เท็จจริงประการใดไม่ยืนยัน ในฐานะผู้รู้จักและสนิทสนมกับบรรดาลูกหลานเจ้านายเมืองแพร่ตระกูลหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คณะชาวแพร่กลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาหวงแหนแทนเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดประกายสำคัญในการให้บรรดาเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ตระหนักถึงความสำคัญของสกุลของตนเพื่อให้แต่ละสกุลช่วยกันรวบรวมความเป็นมาของแต่ละสกุลเพื่อเป็นหลักฐานสำคัญอันทรงคุณค่าบนหน้าประวัติศาสตร์เมืองแพร่ ในการที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในรากเหง้าของตนจะช่วยกันค้นคว้าและสร้างงานเขียนดี ๆ แก่สารธารณชนต่อไป สอง อีกประเด็นหนึ่งคือ สำหรับตระกูลเจ้านายเมืองแพร่นั้น มีมากมายเหลือเกินครับ สายตรงสุด ๆ คือ สกุลแพร่พันธุ์ของยาขอบบุตรในเจ้าอินทร์แปลง (บุตรในเจ้าพิริยะเทพวงศ์) และสกุลเทพวงศ์ นอกจากนี้ยังมีสกุลวงศ์บุรีของแม่เจ้าบัวถา (ชายาคนแรกของเจ้าพิริยะเทพวงศ์) สกุลวังซ้าย สกุลวงศ์พระถาง สกุลขัติยวรา สกุลรสเข้ม สกุลแสนศิริพันธุ์ สกุลวงศ์เมืองแก่น สกุลไชยประวัติ สกุลผาทอง-วงศ์วรรณ เป็นต้น เพราะมีอีกเยอะมากซึ่งสามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ 4 สมัย ที่รวบรวมโดยอาจารย์บัวผิว วงศ์พระถาง/ร้อยตรีดวงแก้วรัตนวงศ์/เจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช) ซึ่งจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ 4 สมัยสุดท้ายโดยละเอียดแม้จะยังไม่ครบสมบูรณ์ก็ตามเพราะรวบรวมจากเท่าที่ค้นหาได้ สาม อย่างไรก็ตามผมมีประเด็นฝากไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่หรือไม่ก็ตามแต่เราต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันเมืองแพร่และล้านนาคือส่วนหนึ่งของสยามแล้วนับแต่ 2317 นับแต่สมัยธนบุรีกระทั่งปัจจุบันสิ่งที่ต้องคิดกันต่อไปคือ รัฐบาลไทยควรจัดการอย่างไรให้กับบรรดาเชื้อสายเจ้านายผู้ครองนครเหล่านั้น รวมถึงเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่ด้วย เช่น ออกกฎจัดตั้งคณะกรรมการผู้สืบเชื้อสายเจ้านายหัวเมืองล้านนาและเมืองแพร่ดีหรือไม่? หรือจะทำอย่างไรที่จะทำการยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของเมืองเพราะในปัจจุบันนี้ทั้งผู้สืบเชื้อสายเจ้านายเหล่านี้และราษฎรแพร่ทั่วไปกลับไม่มีสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์เหล่านี้เลย อบจ.แพร่จะทำอย่างไร เทศบาลเมืองแพร่จะทำอย่างไร ชาวแพร่จะทำอย่างไร นักวิชาการ นักวัฒนธรรม นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จะทำอย่างไร ผมเรียกร้องว่าในปี พ.ศ.2554 นี้ จะครบรอบ 175 ปีชาตกาล เจ้าพิริยะเทพวงศ์ เหล่าบรรดาเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่และชาวแพร่ทั้งหลายควรจะมีกิจกรรมอะไรหรือไม่?ในโอกาสสำคัญ ๆ ของเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้ายเพื่อสร้างสำนึกร่วมในประวัติศาสตร์แก่ผู้คนชาวเมืองแพร่ทั้งหลาย?...ด้วยสำนึกรักในแผ่นดินเกิดถิรายุส์ บำบัด
Paste or type URL of a photo here:
โดย มติชน วัน ศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 02:17 น.
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ประเพณี ลอยกระทง หรือ ลอยโขมด มีมาแต่โบราณ เป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนา ที่นับถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 นับตั้งแต่อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรล้านนา โดยเมื่อถึงเดือนยี่เป็งก็กระทำพิธีลอยโขมด เป็นการลอยกระทง ความหมายคือ การลอยเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม, ลอยเพื่อลอยเคราะห์ลอยบาป, ลอยเพื่อส่งสิ่งของ, ลอยเพื่อบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร และลอยเพื่อบูชาอุบคุดด์เถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล
ประเพณีการลอยกระทงทางภาคเหนือเรียก ประเพณียี่เป็ง ตรงกับเดือนยี่ ขึ้น 14-15 ค่ำ ประเพณีลอยกระทงทางภาคเหนือนี้ตามหนังสือพงศาวดารโยนก และหนังสือจามเทวีวงศ์ กล่าวสอดคล้องเหมือนกันว่า เมื่อจุลศักราชได้ 309 (พ.ศ.1490) พระยาจุเลราชได้ครองราชสมบัติในนครหริภุญชัย สมัยนั้นได้เกิดโรคระบาดขึ้น ที่ตำนานเรียกว่า โรคหิว หรือ โรคห่า หรือ โรคอหิวาตกโรค ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บางพวกที่มีชีวิตอยู่เห็นว่าถ้าอยู่ต่อไปต้องตายแน่ จึงพากันอพยพไปอาศัยอยู่ในเมืองสุธรรมวดี คือเมืองสะเทิม ประเทศรามัญ หรือมอญ ต่อมาพระเจ้าพุกาม กษัตริย์พม่าตีได้เมืองสะเทิม ได้เก็บเอากุลธิดาของชาวเมืองไปเป็นบาทบริจาติกาเป็นจำนวนมาก
เมื่อเบื่อหน่ายก็ทอดทิ้งไม่ชุบเลี้ยงเหมือนดั่งก่อน พวกชาวเมืองหริภุญชัยก็อพยพหนีไปอาศัยอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งพระองค์ทรงให้ความอนุเคราะห์ชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี หลังจากที่อาศัยอยู่ไม่นาน ชาวเมืองได้ทราบข่าวว่าโรคระบาดทางนครหริภุญชัยสงบแล้ว ก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ก็พากันกลับมายังหริภุญชัยอีกครั้ง บางคนต่างก็แต่งงานมีครอบครัว ก็ไม่กลับไปยังหริภุญชัย ยังคงอยู่ที่เดิมที่เมืองหงสา ครั้นถึงเดือนยี่เป็ง ที่ครบรอบที่ได้จากพี่น้องทางเมืองหงสามา ก็ได้จัดแต่งธูปเทียน เครื่องสักการะบูชา อาหาร เสื้อผ้า วัตถุข้าวของ ใส่ในแพไหลล่องตามแม่น้ำเพื่อเป็นการระลึกนึกถึงยังญาติพี่น้อง โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะล่องลอยไปถึงญาติที่อยู่ในเมืองหงสาอันไกลโพ้น
การกระทำพิธีดังกล่าวเรียกกันว่า ลอยโขมด หรือลอยไฟ และถือเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (การลอยกระทงนั้น ในสมัยอาณาจักรล้านนาโบราณเรียกว่า ลอยโขมด คำว่าโขมดเป็นชื่อผีป่า เรียกกันว่าผีโขมด ชอบออกหากินเวลากลางคืน จะมีพะเนียงแสงไฟเห็นเป็นระย้าคล้ายผีกระสือ ดังนี้ กระทงที่จุดเทียนลอยน้ำ แสงไฟจะกระทบกับน้ำทำให้เกิดเงา เหมือนแสงไฟจากผีโขมด ดังนั้น ทางล้านนาโบราณจึงเรียกการลอยกระทงว่า ลอยโขมด)
ในสมัยอาณาจักรล้านนาไท พุทธศักราชได้ 2061 ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว) แห่งราชวงศ์มังราย เทศกาลเดือนยี่เป็งเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มาก อาณาประชาราษฎร์ต่างพากันไปบูชาพระเจ้าในอารามข่วงแก้วทั้งหลาย มากมายไปด้วยผู้คนหนุ่มสาว ผู้เฒ่า ผู้แก่ รื่นเริงม่วนเล่นมหรสพสมโภชครึกครื้น เป็นที่พึงพอใจอย่างยิ่ง
ประเพณีเดือนยี่เป็ง มาถึงพอเริ่มขึ้น 1 ค่ำ เดือนยี่ วัดวาอารามจะจัดเตรียมสถานที่ในวัด ปัดกวาดพระวิหารศาลาให้สะอาด และจัดเตรียมสิ่งของดังต่อไปนี้ 1.ทำราชวัตร รอบวิหาร เจดีย์ ทำซุ้มประตูป่าทางเข้าวัด 2.ทำโคมแขวน โคมค้าง โคมรูปต่างๆ 3.ทำว่าว หรือโคมลอย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ โคมที่ใช้ปล่อยตอนกลางวัน เรียกว่า ว่าว โดยใช้วิธีรมควัน และโคมปล่อยตอนกลางคืน ใช้วิธีรมควันเหมือนว่าวที่ปล่อยกลางวัน แต่จะจุดไฟที่ท่อนผ้าผูกติดกับปากโคมลอยปล่อยสู่อากาศ โคมจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายดาวเคลื่อนคล้อยในเวหา และ 4.การทำบอกไฟ (บั้งไฟ) ประกอบด้วยบอกไฟหลายชนิด เช่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟเทียน บอกไฟช้างร้อง บอกไฟจักจั่น บอกไฟท้องตั๋น บอกไฟขี้หนู ทำขึ้นเพื่อจุดในวันยี่เป็ง
มีคัมภีร์ที่กล่าวถึงการทำโคมลอย ทำว่าวไว้ด้วยว่า หากคนใดทำจะมีอานิสงส์ 1 กากณึก (ทรัพย์มีค่าเท่าค่าแห่งชิ้นเนื้อพอกานำไปได้ เป็นชื่อมาตราเงินต่ำที่สุด) การปล่อยโคมลอย ว่าว จุดบอกไฟนั้น เป็นการบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อีกประการหนึ่งด้วย
สำหรับชาวบ้านชาวเมืองจะจัดเตรียมสิ่งของ ดังนี้ 1.เครื่องนุ่งหย้อง เพื่อจะไปวัดในเดือนยี่เป็ง 2.เตรียมโคมทำราวแขวนโคม เพื่อประดับบูชาหน้าบ้านเรือนตน 3.เตรียมผางผะดิ้ด (ถ้วยประทีป) ไว้เท่าอายุของคนที่อยู่ในเรือนนั้น 4.เตรียมกัณฑ์ธรรม หรือกัณฑ์เทศน์สำหรับจะนำไปถวายพระตอนฟังเทศน์ 5.เตรียมบุปผาลาจาข้าวตอกดอกไม้เพื่อใช้โปรยเวลามีงานในการฟังเทศน์มหาชาติ และใส่ขันแก้วตึงสาม 6.เตรียมอาหาร ผลไม้ ขนม สำหรับพระภิกษุสงฆ์ จัดเตรียมในวันขึ้น 15 ค่ำ ตอนเช้าตรู่ และ 7.ทำซุ้มประตูป่าแบบต่างๆ ให้เป็นที่สวยงาม ประกอบด้วย ต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว ดอกบานไม่รู้โรย ดอกดาวเรือง ดอกรัก นำมาประดิษฐ์เป็นอุบะห้อยประตูป่า
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่เป็ง ประมาณ 06.00 น. เช้ามืด ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ที่วัดเรียกว่า ตานขันข้าว เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
ตอนสายชาวบ้านจะไปที่วัดเพื่อฟังเทศนาธรรม วัดบางแห่งมักจะมีการตั้งธรรมหลวง เรียกว่า เทศน์ธรรมมหาจาติแบบพื้นเมือง จะมีการเทศน์ทั้งหมด 13 กัณฑ์ ให้เสร็จภายในวันเดียว
ตอนเช้าลู่ค่ำ ชาวบ้านชาวเมืองจะพากันไปสู่ที่วัด เพื่อนำผางปะดิ้ดไปจุดบูชาพระเจ้าที่วัด จุดโคมบูชาสว่างไสวทั่วพระอาราม หลังจากจุดธูปเทียนบูชาแล้ว จะมีการจุดบอกไฟ (ดอกไม้ไฟ) ประเภทต่างๆ ภายในวัด โดยจุดเป็นพุทธบูชา ส่วนผู้เฒ่า ผู้แก่จะกลับไปบ้าน เพื่อจุดผางปะดิ้ดที่บ้าน บูชาพระพุทธเจ้า บูชาเจ้าที่เจ้าทาง บูชาบ่อน้ำ บูชาประตูบ้าน บูชาครัวไฟ ประตูยุ้งฉาง เทวดาประจำบ้าน
ประเพณีลอยกระทงของภาคเหนือนั้น เป็นประเพณีที่ได้รับการส่งเสริมตลอดมา ปัจจุบันประเพณีการลอยกระทงทางเหนือได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่